www.Phuluang.org
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง Phuluang Wildlife Sanctuary
 
ไม่อนุญาตให้กางเต๊นท์บริเวณพื้นที่โคกนกกระบา
 
ข้าพเจ้าจะรักษาไว้ซึ่ง ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานสืบต่อไป
 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  จังหวัดเลย

ประวัติการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

ภูหลวงมีความหมายว่าภูเขาที่ยิ่งใหญ่  หรือหมายถึงภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน   ซึ่งนับเป็นสิริมงคลนามที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้  ภูหลวงเกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลก  และดินส่วนที่อ่อนถูกพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ  คงเหลือหินซึ่งเป็นโครงสร้างที่แข็งไว้เป็นภูเขา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงได้รับการจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่  91  ตอนที่  216  เมื่อวันที่  18  ธันวาคม  2517  มีเนื้อที่ประมาณ  848  ตารางกิโลเมตรหรือ  ประมาณ  530,000  ไร่  ตั้งอยู่ในท้องที่วังสะพุง  อำเภอภูเรือ    อำเภอด่านซ้าย  อำเภอภูหลวง  จังหวัดเลย
ต่อมาในปี  พ.ศ.  2534  ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นมาใหม่ซึ่งเรียกว่า  “พระราชกฤษฎีกา  กำหนดบริเวณที่ดินป่าภูหลวง  ในท้องที่ตำบลปลาบ่า  ตำบลท่าศาลา  อำเภอภูเรือ  ตำบลโพนสูง  ตำบลวังยาว  ตำบลอีปุ่ม  อำเภอด่านซ้าย  ตำบลหนองงิ้ว  ตำบลเขาหลวง  ตำบลทรายขาว  อำเภอวังสะพุงและตำบลภูหอ  อำเภอภูหลวง  จังหวัดเลย  และได้มีการกำหนดให้บริเวณที่ดินป่าภูหลวง  ในท้องที่ตำบลปลาบ่า  ตำบลท่าศาลา  อำเภอภูเรือ  ตำบลโพนสูง  ตำบลวังยาว  ตำบลอีปุ่ม  อำเภอด่านซ้าย  ตำบลหนองงิ้ว  ตำบลเขาหลวง   ตำบลทราบขาว  อำเภอวังสะพุง  และตำบลภูหอ  ตำบลเลยวังไสย์  อำเภอภูหลวง  จังหวัดเลย  เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

ที่ตั้งและอาณาเขต

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  ตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดเลย  ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปลาบ่า  ตำบลท่าศาลา  อำเภอภูเรือ  ตำบลโพนสูง  ตำบลวังยาว  ตำบลอีปุ่ม  อำเภอด่านซ้าย  ตำบลหนองงิ้ว  ตำบลเขาหลวง  ตำบลทรายขาว  อำเภอวังสะพุง  และตำบลภูหอ  ตำบลเลยวังไสย์  อำเภอภูหลวง  อยู่ระหว่างเส้นรุ้งที่ 17 องศา 3  ลิปดา  ถึง 17  องศา  24  ลิปดา  เหนือ  เส้นแวงที่ 101 องศา
16  ลิปดา  ถึง  101  องศา  21  ลิปดา  ตะวันออก

 

 

อาณาเขตติดต่อ

ทิศเหนือ                ติดตำบลท่าศาลา  อำเภอภูเรือ  จังหวัดเลย 
ทิศใต้                      ติดตำบลเลยวังไสย์  อำเภอภูหลวง  จังหวัดเลย
และตำบลศิลา  อำเภอหล่มเก่า  จังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันออก       ติดตำบลหนองงิ้ว  ตำบลเขาหลวง  ตำบลทรายขาว
อำเภอวังสะพุง  จังหวัดเลย
ทิศตะวันตก          ติดอำเภอด่านซ้าย  จังหวัดเลย
และตำบลศิลา  อำเภอหล่มเก่า  จังหวัดเพชรบูรณ์

 
แผนที่ภูหลวง
 

ลักษณะสภาพภูมิประเทศ

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาใหญ่  แนวเขตเริ่มจากระดับความสูงประมาณ  400  เมตร  จากระดับน้ำทะเลปานกลางยอดเขาที่สูงที่สุดของภูหลวงมีความสูงประมาณ  1,571  เมตร  เทือกเขาซีกตะวันออกมีลักษณะเป็นภูเขาลูกใหญ่ที่มีที่ราบบนหลังเขาที่ระดับความสูง  1,200-1,500  เมตร  เนื้อที่ประมาณ  100  ตารางกิโลเมตร  เทือกเขาซีกตะวันตกเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ ตั้งชันสลับสับซ้อน  เป็นลูกคลื่นระดับความสูง  600-800  เมตร  ภูเขาทาง 
ทิศตะวันออกเป็นหน้าผาเขาสูงชันลาดลงสู่ทิศตะวันตกเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเลยและแม่น้ำป่าสักซึ่งแม่น้ำเลยจะไหลผ่านกลางพื้นที่จากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้  แล้วไหลย้อนผ่านอำเภอวังสะพุง  ไปลงสู่แม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงคาน  ส่วนแม่น้ำป่าสักเกิดขึ้นจากลำธารหลาย ๆ สายทางด้าน
ทิศตะวันตกของเขตรักษาพันธุ์ป่าภูหลวง  ก่อให้เกิดแม่น้ำไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ลงสู่ที่ราบภาคกลางไปบรรจบกับแม่น้ำลพบุรีที่อำเภอนครหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ก่อนที่จะไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและไหลลงสู่อ่าวไทยในที่สุด

ลักษณะทางธรณี

ลักษณะทางธรณีวิทยาของบริเวณ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเช่นเดียวกับพื้นที่ราบสูงโดยทั่วไป  มีลักษณะของชั้นที่วางตัวแบบกระทะหงาย  (Syncline)  ในแนวเหนือ-ใต้  มีรอยเลื่อน (Fault)  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอีกหลายแห่ง  ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของโครงสร้างทางธรณีวิทยาในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้มีการยกตัวมาแต่อดีต  และหลายพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  ประกอบด้วยเขาหินโผล่โดยทั่วไป

ลักษณะทางธรณีในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  ประกอบด้วยหินอัคนีและหินตะกอนของชุดหินโคราช (Korat  Group)  และชุดหินราชบุรี (Ratburi  Group)  โดยทั้งหมดเกิดในช่วงอายุ(Age) Lower  Middle  Cretaceous  จนถึง  Perimain  อันประกอบด้วยหน่วยหิน (Formation)  ต่าง ๆ คือหน่วยหินภูพาน  เสาขรัว  พระวิหาร  ภูกระดึง  น้ำพอง  ห้วยหินลาด  และหน่วยหินผาเดื่อ  ซึ่งลักษณะโดยรวมเป็นหินทราย  ที่มีสีและส่วนส่วนประกอบที่แตกต่างกันไปนอกจากนั้นยังมีหินดินดานสีน้ำตาลถึงเทาแกมน้ำตาลรวมถึงหินปูนสีเทาแก่  หินกรวดมนทัฟฟ์  และหินที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นหินที่เกิดจากการเย็นตัวในอากาศของลาวากระจายอยู่ปะปนกัน

 

สภาพภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิอากาศของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมแต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ห่างไกลชายฝั่งทะเลค่อนข้างมากจึงทำให้อากาศมีแบบกึ่งร้อน  และเนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นภูเขาที่ราบสูงจึงมีความหนาวเย็นยาวนานกว่าพื้นที่ราบของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยทั่วไป

1.อุณหภูมิ

จากข้อมูลอุณหภูมิของสถานีตรวจวัดอากาศจังหวัดเลย  จะเห็นได้ว่าอุณหภูมิของพื้นที่ในแต่ละช่วงปีจะมีค่าเฉลี่ยรายเดือนไม่แตกต่างกันมากนัก  โดยค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิรายเดือนมีค่าเปลี่ยนแปลงจาก  26.2  องศาเซลเซียส  ในเดือนธันวาคม  จนถึง  28.0  องศาเซลเซียส  ในเดือนเมษายน  ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิตลอดทังปีเท่ากับ  27.1  องศาเซลเซียส  สำหรับค่าอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายเดือนเท่ากับ  38.2  องศาเซลเซียส  ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์  และอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย  16.0  องศาเซลเซียส  ซึ่งอยู่ในช่วงเดือน  มกราคม

2.ปริมาณน้ำฝน

ส่วนปริมาณน้ำฝนจากข้อมูลของสถานีตรวจวัดอากาศเลย  จะเห็นได้ว่าช่วงที่มีสภาพฝนตกชุกจะยาวนานกว่าช่วงอื่น ๆ ซึ่งมีช่วงยาวนานถึง  6  เดือน โดยครอบคลุมตั้งแต่
เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคมซึ่งค่าน้ำฝนที่ตกในช่วงนี้จะมีปริมาณสูงในแต่ละเดือนจะมีค่าไม่ต่ำกว่า 100  มิลิเมตร โดยเฉพาะในเดือนกันยายนจะมีปริมาณฝนเฉลี่ยสูงสุดถึง
226.8  มิลลิเมตร  และ  ปริมาณฝนรายเดือนเฉลี่ยต่ำสุด  3.9  มิลิเมตร  ในเดือนธันวาคมปริมาณน้ำฝนรายปีมีค่าเท่ากับ 1,238.1  มิลลิเมตร  จากวันที่มีฝนตก 130  วัน/ปี  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจำนวนวันที่ตกในช่วงฤดูฝน โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากับ 35.62  เปอร์เซ็นต์  ของจำนวนวันที่ฝนตกทั้งปี และเดือนที่มีจำนวนวันที่ฝนตกมากที่สุด ได้แก่  เดือนกันยายนประมาณ 20วัน

 

 

 

3.  การคายระเหย
ข้อมูลการคายระเหยจากถาดวัดการระเหยของสถานีตรวจวัดอากาศเลยแสดงถึงข้อมูลปริมาณการระเหย  เฉลี่ยรายเดือนในรอบ  30  ปี  ซึ่งจะเห็นได้ว่าพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงมีการระเหยสูงโดยค่าการระเหยรายปีเฉลี่ยมีค่าสูงถึง  1,576.4  มิลิเมตร  โดยสูงสุดในเดือนเมษายนมีค่าถึง  173.0  มิลิเมตร  และต่ำสุดในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเท่ากับ  108.6  มิลิเมตร

4.ตวามชื้นสัมพัทธ์

      ข้อมูลความชื้นสัมพันธ์จากสถานีตรวจวัดอากาศเลย  จากการศึกษาพบว่าการผันแปรของค่าเฉลี่ยรายเดือนมีค่าสูง  ในช่วงฤดูฝนและลดต่ำลงในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนตามลำดับตามค่าความเปลี่ยนแปลงไม่สูงนัก  คือ  มีค่าความผันแปรเฉลี่ยรายเดือนจาก  60  เปอร์เซ็นต์ในเดือนมีนาคมถึง  83  เปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน

5.ลม

ข้อมูลกระแสลมจากสถานีตรวจวัดอากาศจังหวัดเลย  จะเห็นได้ว่าที่พัดอยู่ในพื้นที่จะพัดมาจากสองทิศทางหลัก  คือ  ทิศทางเหนือสำหรับช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคม  และ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือและในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม  ลมประจำถิ่นจะ
มีทิศทางด้านตะวันตก  โดยความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปีมีค่าเท่ากับ  5  น๊อต  หรือ 92.65  กิโลเมตร/ชั่วโมง

พืชพรรณและสัตว์ป่า

  1. พืชพรรณ

สภาพป่าของเขตรักษาพันธุ์ป่าภูหลวง  นับได้ว่ามีความอุดมสมบูรณ์มากเนื่องจากพื้น
ที่ตั้งอยู่ในระดับความสูงที่แตกต่างกันระหว่างประมาณ  400  เมตร ถึง 1,500  เมตร  จากระดับน้ำทะเลปานกลาง  และพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม  ดังนั้นสภาพของสังคมพืชจึงแตกต่างกันไปตามระดับความสูง

        ป่าไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  ครอบคลุมเนื้อที่ร้อยละ 75  ของพื้นที่ประกอบด้วยป่าดิบเขา  ป่าเบญจพรรณ  ป่าเต็งรัง  ป่าไผ่  ป่าเบญจพรรณผสมป่าไผ่  ป่าไผ่ผสมพื้นที่การเกษตรทุ้งหญ้า  และทุ่งหญ้าผสมพื้นที่เกษตร  ในสัดส่วนร้อยละ  27.71,17.60,2.20,7.59,4.06,18.05,1.90และ  12.05  ตามลำดับ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 0.91 เป็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตร
และร้อยละ 0.32 เป็นพื้นที่บริเวณที่มีหินโผล่  สภาพป่าไม้  แต่ละชนิดมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1)ปาดิบเขา  (Hill  Evergreen  Forest)  เป็นป่าที่ขึ้นในที่มีความชุ่มชื้นสูง  สังคมพืชชนิดนี้
จะขึ้นเฉพาะพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง  ตั้งแต่  1,000-3,000 เมตร  พันธุ์ไม้สำคัญ  ได้แก่  ก่อทั้ง 3 สกุล  เช่น  ก่อเดือย ก่อใบเลื่อม ก่อขนนก  ก่อหมวก  ตะเคียนเฒ่า ตะแบกแดง ยมเงิน หว้า พญามะขามป้อม ฯลฯ  สำหรับไม้พื้นล่างประกอบด้วยกล้าไม้ต่างๆ เช่น เฟิร์นและไม้เถาว์บางชนิด
  
 

 

 
ภาพป่าดิบเขา
 
 
 

2) ป่าเบญจพรรณ  (Mixed  Deciduous  Forest)  เป็นสังคมพืชที่ค่อนข้างโปร่ง  พบกระจายในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่เกิน  1,000  เมตร  พันธุ์ไม้สำคัญได้แก่  ตะแบก กระท้อน มะค่าโมง ส้มกบ แสนคำ ไทร กระโดน แดง และลิ้นฟ้า เป็นต้น

 
ภาพป่าเบญจพรรณ
 

3)  ป่าเต็งรัง  (Dry Diptarocarp Forest) พบขึ้นกระจายในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ  400-600 เมตร  บริเวณพื้นที่แห้งแล้งมีดินตื้นถึงปานกลาง  และบริเวณที่มีหินโผล่ทั่วไป พันธุ์ไม้ที่สำคัญ  ได้แก่ เต็งรัง ยอป่า เชียด สม ประดู่ กระท่อนหมู ตะแบก รกฟ้า เก็ดดำ ตะคร้อ เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างประกอบด้วย หญ้าเพ็ง หญ้าดำ   เป็นต้น

 
ภาพป่าเต็งรัง
 
    4)ป่าไผ่และทุ่งหญ้า  พบว่าสังคมพืชป่าไผ่และทุ่งหญ้า  กระจายตัวเป็นหย่อมๆโดยทั่วไป
 
 
ภาพป่าไผ่
 
 

    ความสำคัญของป่าไม้  หรือพืชพรรณต่างๆของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงมีดังนี้

     

    1. เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ป่า  สัตว์ป่าอาศัยป่าเป็นที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งหลบภัยและเป็นแหล่งอาหาร  สภาพป่าที่แตกต่างกันจะเป็นตัวกำหนดบทบาท  และชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่  ตลอดจนความชุกชุมของสัตว์ป่า
    2.  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำสายน้ำสำคัญๆ หลายสาย เช่น  แม่น้ำเลย  แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำทบ  และ  แม่น้ำสาน
    3. เป็นแหล่งอาหาร  และเก็บหาของป่าของประชาชนท้องถิ่น  ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่เขตฯ  อาศัยเก็บเห็ด  ไม้หอม  หน่อไม้  กล้วยไม้  และของป่าอื่นๆ  เพื่อการยังชีพ  ตลอดจนการ  นำไปจำหน่าย
    4.  สภาพสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ปะปนกันตามสภาพภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน  จึงเป็นแหล่งที่รวมของพันธุ์ไม้มีค่า  หายาก  และพืชสมุนไพรมากมายหลายชนิด
    5.  การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของสังคมพืช  และเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่สลับซับซ้อนก่อให้เกิดทิวทัศน์สวยงาม  เป็นจุดเด่นต่อการพักผ่อนหย่อนใจ  และศึกษาหาความรู้

    2.ทรัพยากรสัตว์ป่า  
     
    ภาพความหลากชนิดของทรัพยากรสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  จังหวัดเลย  
     

    ทรัพยากรสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงมีความหลากหลายของชนิดและความชุกชุมเนื่องจากสภาพป่าดงดิบทึบเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ป่าได้อย่างดี  และหลังจากได้ประกาศเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว  มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการล่าสัตว์ 
    สัตว์ป่าจึงขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้น

                งานสำรวจสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  พบว่าในภูหลวงมีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด  เช่น  ช้างป่ามีประชากรอย่างน้อย  95 ตัว  กวาง  เก้ง  เลียงผา  หมี  ค่าง  ชะนี  กระจง  อีเห็น  ชะมด  ไก่ป่า  ไก่ฟ้า  และนกที่สวยงามอีกหลายชนิด  รวมทั้งเต่าปูลูซึ่งเป็นพันธุ์ประหลาดที่หายากชนิดหนึ่งของไทย  ตลอดระยะทางเดินป่าจะมีรอยเท้าและร่องรอยของสัตว์ป่าเหล่านี้ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ

                ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงพบสัตว์มีกระดูกสันหลัง  4  กลุ่ม  คือ  นก  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  สัตว์เลื้อยคลาน  สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก  และปลา  จำนวนทั้งสิ้น  318  ชนิดแยกออกได้  ดังนี้
    ตารางที่ 1 จำนวนชนิดของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่พบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

    กลุ่มของสัตว์

    จำนวนชนิด

    เปอร์เซ็นต์

    นก

    210

    66.04

    สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

    60

    18.87

    สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

    38

    11.95

    ปลา

    10

    3.14

    รวม

    318

    100.00

    สัตว์ป่าที่สำคัญในพื้นที่

    เลียงผา  เป็นสัตว์ป่าสงวนที่พบเพียงชนิดเดียวในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  พบได้ทางทิศตะวันออกจนถึงทิศใต้  ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบาหน่วยพิทักษ์ป่าน้ำจันทร์  หน่วยพิทักษ์ป่าโหล่นแต้  พบว่าเป็นพื้นที่หากินและเส้นทางเดินหากิน  พบได้ทั้งรอยเท้าและมูลทั้งเก่าและใหม่ทุกเดือน

     
     
    ภาพเลียงผา
     

    ช้างป่า  ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  พบการกระจายหากินของช้างป่าทั่วพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  จากสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง  สำนักงานเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า  หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา  หน่วยพิทักษ์ป่าโหล่นแต้  หน่วยพิทักษ์ป่าเลยน้อย  หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำไค้  หน่วยพิทักษ์ป่าน้ำค้อ  หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยหินลับ  และหน่วยพิทักษ์ป่าขุนเลย  พบได้ทั้งเห็นตัว  รอยตีน  และกองมูลทั้งเก่าและใหม่ทุกเดือน  มีจำนวนประชากรประมาณ  95  ตัว

    ภาพช้างป่า
     
     

    เส้นทางคมนาคม

                    การเดินทางจากจังหวัดเลย  ไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์ภูหลวง  ออกเดินทางจาก
    อำเภอเมือง  จังหวัดเลย  ไปตามทางสายจังหวัดเลย – อำเภอภูเรือ  ระยะทางประมาณ  36  กิโลเมตรถึงบ้านสานตมแล้วเลี้ยวซ้ายที่บ้านสานตมไปอีก  18  กิโลเมตรจะถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

                   
    การเดินทางจากกรุงเทพฯ  ไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง  มี  2  เส้นทางคือ
    เส้นทางที่  1  กรุงเทพ – จังหวัดสระบุรี – อำเภอสีคิ้ว – จังหวัดชัยภูมิ – อำเภอภูเขียว – อำเภอชุมแพ – อำเภอภูกระดึง – อำเภอวังสะพุง – จังหวัดเลย  ระยะทางประมาณ  560  กม.
    เส้นทางที่  2  กรุงเทพฯ – จังหวัดสระบุรี – จังหวัดเพชรบูรณ์ – อำเภอหล่มสัก – อำเภอหล่มเก่า – อำเภอด่านซ้าย – อำเภอภูเรือ – จังหวัดเลย  ระยะทางประมาณ  530  กม.
    สำหรับเส้นทางที่  2  ถ้าไม่เข้าถึงตัวจังหวัดเลย  เมื่อเดินทางผ่านอำเภอภูเรือไปตามเส้นทางเข้าจังหวัดเลยได้ระยะทาง  14  กิโลเมตร  จะถึงบ้านสานตมไปเป็นระยะทาง  18 กิโลเมตร  จะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

     
     
     
 
 
     
 

การกำหนดแนวทางการดำเนินงานของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

วิสัยทัศน์  ( Vision )
อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรสัตว์ป่ารวมถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้คงอยู่และดำรงไว้ซึ่งบทบาทและกระบวนการของระบบนิเวศ  และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ  โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและส่วนรวมอย่างยั่งยืน

พันธกิจ  ( Mission )
ดูแล  จัดการพื้นที่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย  เพื่อว่าสัตว์ป่าในพื้นที่จะได้มีโอกาสสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้มากขึ้น  โดยอยู่ในระดับที่สมดุลกับปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ  เช่น  แหล่งน้ำ  แหล่งอาหาร  สถานที่สืบพันธ์  และสถานที่หลบภัย  และดำเนินการเป็นแหล่งสนับสนุนค้นคว้าวิจัย  ตลอดจนเป็นแหล่งให้ความรู้ทางธรรมชาติศึกษาแก่เยาวชนและประชาชนทุกกลุ่ม  เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์ให้คงอยู่ตลอดไปและเกิดประโยชน์ต่อมหาชนส่วนรวม

เป้าหมายการปฏิบัติงาน ( Goals )

  1. ลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่  ซึ่งเป็นการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
  2. ลดปัญหาการลักลอบล่าสัตว์  เก็บหาของป่า  ซึ่งเป็นการรบกวนประชากรสัตว์ป่าในพื้นที่
  3. ลดการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติโดยทางตรง  แต่เปลี่ยนมาให้ความสำคัญต่อการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติโดยทางอ้อม
  4. สร้างความตระหนักให้แก่เยาวชน  และประชาชนที่อยู่รอบแนวเขตพื้นที่ให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  5. เป็นแหล่งศึกษา  ค้นคว้าวิจัย  และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติศึกษา
  6. เป็นพื้นที่ที่มีการจัดการโดยการนำความรู้ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางกำกับการปฏิบัติงาน  โดยเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์
  7. เชื่อมโยงเครือข่ายอินเตอร์เนตกับหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน
  8. เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทั้งทางด้านความรู้  และเสริมสร้างความพร้อมทางด้านร่างกาย  และจิตใจ
  9. มีการปฏิบัติงานที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย  เช่น  การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์  การจัดทำฐานข้อมูลทั้งทางด้านงานป้องกันปราบปราม  การลาดตระเวนเชิงคุณภาพ  งานวิชาการ  งานจัดการและปรับปรุง  ฟื้นฟูพื้นที่  รวมไปถึงงานด้านการบริหารงานทั่วไป

กลยุทธ์ขององค์กร ( Strategies )

  1. ปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ให้มีความชัดเจนและตรงกับสภาพความเป็นจริง
  2. เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการดูแล  รักษาพื้นที่โดยการพัฒนาบุคลากร  และจัดหาเครื่องมือที่ทันสมัยพร้อมใช้ในการปฏิบัติงาน  จัดให้มีการทดสอบสมรรถภาพเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามทุกปี
  3. จัดฝึกอบรม  ดูงาน  เพื่อพัฒนาความรู้แกบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่  และสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน  และมีการทดสอบความรู้ในการปฏิบัติงานทุกปี
  4. สร้างเครือข่ายการประสานงานกับหน่วยงานอื่นในการดูแลรักษาพื้นที่  เช่น  หน่วยงานฝ่ายปกครองในพื้นที่  หน่วยป้องกันรักษาป่าในพื้นที่ใกล้เคียง และหน่วยงาน NGOs เช่นWWF
  5. สร้างความร่วมมือ  และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติโดยการจัดทีมงานส่งเสริม  เผยแพร่  และประชาสัมพันธ์  ตามโรงเรียนและหมู่บ้านรอบแนวเขตพื้นที่เพื่อสร้างความตระหนักเห็นความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  6. สร้างเครือข่ายการอนุรักษ์ระหว่างชุมชนแต่ละชุมชนรอบแนวเขตพื้นที่  เพื่อสร้างความภาคภูใจในการมีส่วนร่วมดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
  7. สร้างความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัยด้านสัตว์ป่า  ถิ่นที่อยู่อาศัย  พันธุ์พืชที่สำคัญระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
  8. จัดตั้งศูนย์ธรรมชาติศึกษา  เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาศึกษาธรรมชาติ ( ทัศนศึกษา )  ในพื้นที่ให้เห็นถึงความสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  9. จัดตั้งระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต ( internet )  และจัดทำ Web site ของหน่วยงาน  เพื่อการติดต่อประสานงานให้มีความสะดวกคล่องตัว  โดยเฉพาะกับหน่วยงานต้นสังกัด  ซึ่งมีหน่วยงานที่จังหวัดขอนแก่น  และให้บริการข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  และทำให้เกิดความสะดวกในการติดต่อประสานงานการเข้าศึกษาธรรมชาติในพื้นที่  ของประชาชน  และนักเรียนนักศึกษาทั่วไป
  10. พัฒนาการส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์  องค์ความรู้  และบริการข้อมูลข่าวสาร  สารสนเทศแก่สาธารณชน  โดยการใช้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต ( internet )  และมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน  Web  Site  ของหน่วยงาน

 

    • 11 .สร้างขวัญกำลังใจ  และความภาคภูมิใจรวมไปถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้แก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่  เช่น  มีการให้รางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง  เช่น  หากมีการจับกุมดำเนินคดี  ต้องมีการให้รางวัลแก่ทีมงานที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่  มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่  มีการพิจารณาความดีความชอบที่โปร่งใสโดยการจัดตั้งชุดกรรมการในการร่วมพิจารณา
    • 12. ประสานงานกับหน่วยงานอื่นหรือหน่วยงานต้นสังกัด  ในการจัดหาทุนสนับสนุนเพื่อการศึกษาดูงาน  หรือฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
    • 13. มีการใช้ข้อมูลทางด้านวิชาการมาเป็นตัวกำหนดการจัดการพื้นที่ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าโดยการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับประชากรสัตว์ป่าให้เหมาะสมมากขึ้นโดยการสร้างแหล่งน้ำ  แหล่งโปร่งเทียม  และปลูกพืชอาหารเสริม
    • 14. จัดให้มีการประชุมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นประจะเดือนละ  1  ครั้ง  เพื่อให้มีการประสานแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างเจ้าหน้าที่ สรุปผลการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ และจัดเตรียมแผนการปฏิบัติงานในแต่ละเดือน
    • 15. จัดให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานทุก  6  เดือน